วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความรัก




จุดตรงกลาง...จุดตรงกลางระหว่าง คนสองคนที่ต้องหาให้เจอ

ตามหลักเลขคณิต ไม่ว่าจะพื้นที่วงกลม
สี่เหลี่ยม หรือหลาย ๆ เหลี่ยม
มนุษย์ก็เก่งและฉลาดพอที่จะหาจุดกึ่งกลางระหว่างพื้นที่นั้น ๆ ได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เรียกกันว่า "ความรัก" ล่ะ
จุดตรงกลางระหว่างคนสองคน มันควรจะอยู่ตรงไหนดี?

เรื่องของตรงกลางเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
ที่บางคนอาจมองข้าม หรือบางครั้งก็ลืมนึกถึง
มีหลายคนที่เดินพุ่งเข้าหาความรักอย่างสะเปะสะปะราวกับคนไร้สติ
ยึดหลักทุ่มเทให้กับคนรักอย่างไม่ลืมหูลืมตา
จนบางครั้งลืมคิดไปว่า สิ่งที่เรากำลังทุ่มเทไปนั้น
ใช่สิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่า

ฉันเคยรักใครคนหนึ่งแบบสุดขอบ
เวลารักก็จะรักเต็มที่ และให้ความสำคัญ
กับทุก ๆ รายละเอียดอย่างมาก อยากอยู่ใกล้ ๆ
อยากคอยดูแล อยากจะทำได้ทุกอย่างเพื่อคน ๆ นี้
ถ้าแปลงร่างเป็นโดราเอมอนได้ก็คงทำไปแล้ว





แต่ฉันลืมไปอย่างหนึ่งว่า
ฉันใช้ความรักกลืนโลกของเขา
มารวมอยู่ในโลกของฉันแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
คนทุกคนต่างต้องการพื้นที่ส่วนตัว
ในการคบกันก็ต้องการระยะห่างที่พอดี
ไม่มีใครอยากทิ้งโลกของตัวเอง
ไปอยู่โลกของอีกคนได้ตลอดเวลา
ฉันทำพลาดไป อะไรที่มันมากเกิน มันไม่ดีหรอก

แม้กับความรักเองก็เช่นกัน สุดท้ายเราก็เลิกกัน
แต่ฉันก็ไม่ได้โทษใครทั้งนั้น แม้แต่กับตัวเอง
การรักใครสักคนมาก ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด
แต่ต้องรู้ว่าธรรมชาติของคนที่เรารักเป็นอย่างไร

บางคนชอบที่แฟนบอกรักทุกวัน
หรือเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดเป็นอย่างดี
แต่ถ้าไปแสดงออกกับคนที่เขาไม่ชอบวิธีการ
มีความรักแบบมาก ๆ อย่างนี้
อาจกลายเป็นการสร้าง "ความรำคาญ"
ให้กับอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้เอง
ความรักจึงเป็นเรื่องยากจะเข้าใจ บางทีเราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว
แต่ทำไมยังดูแย่และน่าเบื่อในสายตาของอีกคนได้

อยู่ที่ตัวของเราเองแล้วว่า
จะกะระยะห่างให้พอดีได้อย่างไร
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ใช้สมองคิดไปพร้อม ๆ กับการใช้หัวใจรัก

โลกของความรักไม่จำเป็นต้องมีใบเดียว
ให้โอกาสเขาด้วยการปล่อยให้เขาได้มีชีวิตส่วนตัว ของเขาเองบ้าง
และให้โอกาสตัวเอง ได้พักผ่อนอยู่ในโลกของเราบ้าง
การอยู่ใกล้กันมากเกินไปบางทีก็สร้างความอึดอัดมากกว่าที่จะอบอุ่น
ฉันว่ามันคงดีกว่า หากคนเราจะรักกันได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
เรายังมีโลกของเรา เขาก็ยังมีโลกของเขา




เว้นระยะห่างเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้รู้ว่า
"การคิดถึงกัน" มันสวยงามอย่างไร
ใกล้ไป ก็ถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว

แต่ถ้ากลัวว่าไกลไป...ก็ขยับเท้าเข้าใกล้ขึ้นอีก
ทำให้การรักษาระยะห่างเป็นเรื่องสนุก
และผ่อนคลายเข้าไว้ แม้ว่าในครั้งแรก ๆ
การคำนวนจุดตรงกลางของหัวใจคนอาจทำได้ยาก
และไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แค่เพียงค่อย ๆ สังเกต
และค่อย ๆ ฝึกเดินตามความสัมพันธ์ให้เคยชิน
แล้ววันหนึ่งจะกล้าพูดกับคนอื่น ๆ ได้ว่า

"ความรัก...ง่ายนิดเดียว"
ใกล้ไป...ถอยออกมา 1 ก้าว
ห่างไป...เดินหน้าเข้าไปอีก 1 ก้าว
เห็นไหม...ง่ายนิดเดียว






การที่เรารักใครสักคน . . . ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลว่า
ทำไมเราจึงรักเขา
แต่ให้รู้ว่า . . . ทุกวันนี้เรารัก
และต้องรักให้ดีที่สุดก็พอ

การที่เรารักใครสักคน . . . ไม่ต้องสน
ว่ามีอุปสรรคมากมายเท่าใด
แต่ควรจะนึกขอบคุณโชคชะตา
ที่สร้างให้มีอุปสรรค . . .
เพื่อให้เราได้ร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน

การที่เรารักใครสักคน...ไม่ต้องเสียเวลาคิด
ว่าเค้าทำอะไรเพื่อเราบ้าง
แต่ควรถามตัวเองว่า . . .
วันนี้เราทำอะไรเพื่อคนที่เรารักหรือยัง

การที่เรารักใครสักคน...ไม่ต้องไประแวงว่า
เค้าจะมีคนอื่นนอกเหนือจากเรา
แต่ควรระวังใจของเราเอง . . .
ที่จะไปรับคนอื่น เข้ามาแทนที่เค้า

การที่เรารักใครสักคน...
คำว่า "แพ้" หรือ "ชนะ" ไม่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญคือ เราจะประคองความรัก
ไปด้วยกันได้อย่างไร

การที่เรารักใครสักคน...
ไม่ใช่การสัมผัสเพียงกายฃ
แต่เป็นหัวใจของเราต่างหาก ที่แนบชิดกัน

การที่เรารักใครสักคน...
ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งของนอกกายใดๆ
เพราะความรักไม่สามารถซื้อ
หรือแลกมาได้ด้วยทรัพย์สินเงินทอง

การที่เรารักใครสักคน...
ไม่ต้องคอยนับว่า เค้ามีข้อเสียมากมายแค่ไหน
เพราะความรักจะช่วยทำให้เรารู้จักอภัย . . .
และมองข้ามข้อบกพร่องนั้นไปได้

การที่เรารักใครสักคน...อาจทำให้เราตาบอด
จนมองไม่เห็นความจริงบางอย่าง
แต่ก็ทำให้เราได้เข้าใจว่า . . .
ความสุขจากการได้รักใครสักคนนั้น. . . ยิ่งใหญ่แค่ไหน

เพราะ "ความรัก" เป็นบทเรียนดีๆ
ที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ . . .
ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง


+++++++++


ชีวิตแห่งการแสวงหาความรัก
หลายครั้งที่มักจะพบว่า ยามที่ได้เข้าไปพบเห็น หรือเฉียดกรายเข้าไปในเหตุการณ์อันเกี่ยวเนื่องด้วยมิตรภาพ ความสัมพันธ์ที่แวดล้อมด้วยพลังของความรัก

ในบรรยากาศแห่งความรักและมิตรไมตรีนั้น ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าบุคคลผู้ผ่านเข้าไปพานพบนั้นจะเป็นคนที่มีพื้นฐานสันดานเยี่ยงไรก็ตาม คนผู้นั้นย่อมได้ซึมซับรับเอาบรรยากาศนั้น รู้สึกประทับใจ ซาบซึ้งตรึงอารมณ์ ดิ่งลึกดื่มด่ำความรักอันงดงามนั้น บางครั้ง ก็อดไม่ได้เมื่อบรรยากาศและความรู้สึกนั้นได้กระแทกเข้าไปถึงเบื้องลึกของหัวจิตหัวใจ จนน้ำตาหลั่งออกมาด้วยความอิ่มเอม และความจริงข้อหนึ่งก็คือเราสามารถพบบรรยากาศเช่นนี้ สนามพลังแห่งรักนี้ได้ทุกๆ วัน รอบๆ ตัวเรา บนรถเมล์ ข้างถนน ในตลาด ในโทรทัศน์ หนัง หนังสือ และสถานที่อีกมากมาย


ชายหนุ่มคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งของเมื่อหลายปีก่อน บนรถเมล์สีส้มที่วิ่งระหว่างจังหวัดหนึ่งถึงจังหวัดหนึ่ง บ่ายของฤดูร้อนระอุอ้าว กับผู้คนที่แน่นขนัดในรถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ บรรยากาศดูน่าเคร่งเครียด แต่ผู้คนทั้งหลายก็เก็บงำเอาไว้ ทั้งกระเป๋ารถเมล์ ทั้งผู้โดยสารต่างเงียบงัน ต่างก็อดทน เหงื่อไหลไคลย้อยด้วยกันถ้วนหน้า กระนั้น ไม่ว่ารถจะแน่นเพียงใด ก็ยังคล้ายจำเป็นที่จะต้องรับผู้โดยสารระหว่างทาง ทั้งมีผู้โดยสารที่ลงไปเป็นระยะ ระหว่างนั้นผู้โดยสารใหม่สองคนเป็นผู้เฒ่า ตา ยายขึ้นรถมา ผู้คนช่วยกันหาที่นั่งให้ยายได้แล้ว เหลือแต่ตา

ชายหนุ่มคนหนึ่ง วางกระเป่าสะพายใบไม่ใหญ่นักลงบนฝาครอบเครื่องยนต์ที่ร้อน แล้วนั่งลงไป แล้วให้ตานั่งลงบนตัก หลายคนบนรถหันมายิ้มให้ บางคนช่วยถือของให้ตา วาระนั้นเอง ก่อเกิดพื้นที่แห่งความรัก บรรยากาศแห่งมิตรไมตรี สนามพลังแห่งมิตรภาพ อบอวลไปทั่วรถ แม้กระเป๋ารถเมล์ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่เคร่งเครียดที่สุด หงุดหงิดที่สุด กลับยังยิ้มแย้มช่วยเหลือผู้โดยสารที่ขึ้นและลงรถด้วยบริการอันดี



ดูเหมือนว่าการปรากฏขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยของความรัก มันได้แผ่อานุภาพพลังมหาศาลออกไป และนั่นมิใช่เพียงสายลมที่ผ่านพัด แต่มันได้ชำแรกแทรกตัวเข้าไปในหัวใจส่วนที่ดีงามของผู้คน หากจะเปรียบเอาว่า ในหัวใจส่วนที่ดีงามของผู้คนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก การปรากฏขึ้นของมิตรภาพ คือสายฝนหลั่งชโลมรดความชุ่มชื้นลงไปในผืนแผ่นดินแห่งจิตวิญญาณ เมื่อนั้นเมล็ดพันธุ์แห่งความรักที่ฝังอยู่ในไร่หัวใจส่วนที่ดีงามจึงผลิใบ แตกยอด งอกงามงดงาม และหากฝนยิ่งตกลงมาบ่อยเท่าใด ต้นรักนั้นก็ยิ่งงอกงามงดงามมากขึ้น เร็วขึ้น มั่นคงแข็งแรง แผ่กิ่งก้านออกไปอย่างทรงพลัง



ทั้งหมดนั้นคือภาพที่บ่งบอกชัดเจนยิ่งนักว่า มนุษย์ทั้งหลาย นอกจากการหาอยู่หากิน แสวงหาความรู้ แสวงหาความหมายของชีวิต สิ่งสำคัญยิ่งก็คือการแสวงหาความรัก ก็แล้วทำไมเราจึงดื่มด่ำความสุข เมื่อเราเห็นความรักระหว่างชีวิตต่อชีวิต นั่นก็เพราะว่าไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าคนผู้นั้นผู้ใดจะมีนิสัยสันดานหยาบกร้านเหี้ยมโหด หรือเอื้อเฟื้ออ่อนโยน เมื่อเขาทั้งหลายเพียงแต่ผ่านเข้าไป มองเข้าไปในพื้นที่แห่งความรักนั้น ไม่มากก็น้อย พวกเขาทั้งหลายก็ได้รดน้ำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความรักในหัวใจของเขาอีกครั้งแล้ว.....