วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความรัก




จุดตรงกลาง...จุดตรงกลางระหว่าง คนสองคนที่ต้องหาให้เจอ

ตามหลักเลขคณิต ไม่ว่าจะพื้นที่วงกลม
สี่เหลี่ยม หรือหลาย ๆ เหลี่ยม
มนุษย์ก็เก่งและฉลาดพอที่จะหาจุดกึ่งกลางระหว่างพื้นที่นั้น ๆ ได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เรียกกันว่า "ความรัก" ล่ะ
จุดตรงกลางระหว่างคนสองคน มันควรจะอยู่ตรงไหนดี?

เรื่องของตรงกลางเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
ที่บางคนอาจมองข้าม หรือบางครั้งก็ลืมนึกถึง
มีหลายคนที่เดินพุ่งเข้าหาความรักอย่างสะเปะสะปะราวกับคนไร้สติ
ยึดหลักทุ่มเทให้กับคนรักอย่างไม่ลืมหูลืมตา
จนบางครั้งลืมคิดไปว่า สิ่งที่เรากำลังทุ่มเทไปนั้น
ใช่สิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่า

ฉันเคยรักใครคนหนึ่งแบบสุดขอบ
เวลารักก็จะรักเต็มที่ และให้ความสำคัญ
กับทุก ๆ รายละเอียดอย่างมาก อยากอยู่ใกล้ ๆ
อยากคอยดูแล อยากจะทำได้ทุกอย่างเพื่อคน ๆ นี้
ถ้าแปลงร่างเป็นโดราเอมอนได้ก็คงทำไปแล้ว





แต่ฉันลืมไปอย่างหนึ่งว่า
ฉันใช้ความรักกลืนโลกของเขา
มารวมอยู่ในโลกของฉันแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
คนทุกคนต่างต้องการพื้นที่ส่วนตัว
ในการคบกันก็ต้องการระยะห่างที่พอดี
ไม่มีใครอยากทิ้งโลกของตัวเอง
ไปอยู่โลกของอีกคนได้ตลอดเวลา
ฉันทำพลาดไป อะไรที่มันมากเกิน มันไม่ดีหรอก

แม้กับความรักเองก็เช่นกัน สุดท้ายเราก็เลิกกัน
แต่ฉันก็ไม่ได้โทษใครทั้งนั้น แม้แต่กับตัวเอง
การรักใครสักคนมาก ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด
แต่ต้องรู้ว่าธรรมชาติของคนที่เรารักเป็นอย่างไร

บางคนชอบที่แฟนบอกรักทุกวัน
หรือเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดเป็นอย่างดี
แต่ถ้าไปแสดงออกกับคนที่เขาไม่ชอบวิธีการ
มีความรักแบบมาก ๆ อย่างนี้
อาจกลายเป็นการสร้าง "ความรำคาญ"
ให้กับอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้เอง
ความรักจึงเป็นเรื่องยากจะเข้าใจ บางทีเราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว
แต่ทำไมยังดูแย่และน่าเบื่อในสายตาของอีกคนได้

อยู่ที่ตัวของเราเองแล้วว่า
จะกะระยะห่างให้พอดีได้อย่างไร
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ใช้สมองคิดไปพร้อม ๆ กับการใช้หัวใจรัก

โลกของความรักไม่จำเป็นต้องมีใบเดียว
ให้โอกาสเขาด้วยการปล่อยให้เขาได้มีชีวิตส่วนตัว ของเขาเองบ้าง
และให้โอกาสตัวเอง ได้พักผ่อนอยู่ในโลกของเราบ้าง
การอยู่ใกล้กันมากเกินไปบางทีก็สร้างความอึดอัดมากกว่าที่จะอบอุ่น
ฉันว่ามันคงดีกว่า หากคนเราจะรักกันได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
เรายังมีโลกของเรา เขาก็ยังมีโลกของเขา




เว้นระยะห่างเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้รู้ว่า
"การคิดถึงกัน" มันสวยงามอย่างไร
ใกล้ไป ก็ถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว

แต่ถ้ากลัวว่าไกลไป...ก็ขยับเท้าเข้าใกล้ขึ้นอีก
ทำให้การรักษาระยะห่างเป็นเรื่องสนุก
และผ่อนคลายเข้าไว้ แม้ว่าในครั้งแรก ๆ
การคำนวนจุดตรงกลางของหัวใจคนอาจทำได้ยาก
และไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แค่เพียงค่อย ๆ สังเกต
และค่อย ๆ ฝึกเดินตามความสัมพันธ์ให้เคยชิน
แล้ววันหนึ่งจะกล้าพูดกับคนอื่น ๆ ได้ว่า

"ความรัก...ง่ายนิดเดียว"
ใกล้ไป...ถอยออกมา 1 ก้าว
ห่างไป...เดินหน้าเข้าไปอีก 1 ก้าว
เห็นไหม...ง่ายนิดเดียว






การที่เรารักใครสักคน . . . ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลว่า
ทำไมเราจึงรักเขา
แต่ให้รู้ว่า . . . ทุกวันนี้เรารัก
และต้องรักให้ดีที่สุดก็พอ

การที่เรารักใครสักคน . . . ไม่ต้องสน
ว่ามีอุปสรรคมากมายเท่าใด
แต่ควรจะนึกขอบคุณโชคชะตา
ที่สร้างให้มีอุปสรรค . . .
เพื่อให้เราได้ร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน

การที่เรารักใครสักคน...ไม่ต้องเสียเวลาคิด
ว่าเค้าทำอะไรเพื่อเราบ้าง
แต่ควรถามตัวเองว่า . . .
วันนี้เราทำอะไรเพื่อคนที่เรารักหรือยัง

การที่เรารักใครสักคน...ไม่ต้องไประแวงว่า
เค้าจะมีคนอื่นนอกเหนือจากเรา
แต่ควรระวังใจของเราเอง . . .
ที่จะไปรับคนอื่น เข้ามาแทนที่เค้า

การที่เรารักใครสักคน...
คำว่า "แพ้" หรือ "ชนะ" ไม่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญคือ เราจะประคองความรัก
ไปด้วยกันได้อย่างไร

การที่เรารักใครสักคน...
ไม่ใช่การสัมผัสเพียงกายฃ
แต่เป็นหัวใจของเราต่างหาก ที่แนบชิดกัน

การที่เรารักใครสักคน...
ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งของนอกกายใดๆ
เพราะความรักไม่สามารถซื้อ
หรือแลกมาได้ด้วยทรัพย์สินเงินทอง

การที่เรารักใครสักคน...
ไม่ต้องคอยนับว่า เค้ามีข้อเสียมากมายแค่ไหน
เพราะความรักจะช่วยทำให้เรารู้จักอภัย . . .
และมองข้ามข้อบกพร่องนั้นไปได้

การที่เรารักใครสักคน...อาจทำให้เราตาบอด
จนมองไม่เห็นความจริงบางอย่าง
แต่ก็ทำให้เราได้เข้าใจว่า . . .
ความสุขจากการได้รักใครสักคนนั้น. . . ยิ่งใหญ่แค่ไหน

เพราะ "ความรัก" เป็นบทเรียนดีๆ
ที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ . . .
ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง


+++++++++


ชีวิตแห่งการแสวงหาความรัก
หลายครั้งที่มักจะพบว่า ยามที่ได้เข้าไปพบเห็น หรือเฉียดกรายเข้าไปในเหตุการณ์อันเกี่ยวเนื่องด้วยมิตรภาพ ความสัมพันธ์ที่แวดล้อมด้วยพลังของความรัก

ในบรรยากาศแห่งความรักและมิตรไมตรีนั้น ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าบุคคลผู้ผ่านเข้าไปพานพบนั้นจะเป็นคนที่มีพื้นฐานสันดานเยี่ยงไรก็ตาม คนผู้นั้นย่อมได้ซึมซับรับเอาบรรยากาศนั้น รู้สึกประทับใจ ซาบซึ้งตรึงอารมณ์ ดิ่งลึกดื่มด่ำความรักอันงดงามนั้น บางครั้ง ก็อดไม่ได้เมื่อบรรยากาศและความรู้สึกนั้นได้กระแทกเข้าไปถึงเบื้องลึกของหัวจิตหัวใจ จนน้ำตาหลั่งออกมาด้วยความอิ่มเอม และความจริงข้อหนึ่งก็คือเราสามารถพบบรรยากาศเช่นนี้ สนามพลังแห่งรักนี้ได้ทุกๆ วัน รอบๆ ตัวเรา บนรถเมล์ ข้างถนน ในตลาด ในโทรทัศน์ หนัง หนังสือ และสถานที่อีกมากมาย


ชายหนุ่มคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งของเมื่อหลายปีก่อน บนรถเมล์สีส้มที่วิ่งระหว่างจังหวัดหนึ่งถึงจังหวัดหนึ่ง บ่ายของฤดูร้อนระอุอ้าว กับผู้คนที่แน่นขนัดในรถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ บรรยากาศดูน่าเคร่งเครียด แต่ผู้คนทั้งหลายก็เก็บงำเอาไว้ ทั้งกระเป๋ารถเมล์ ทั้งผู้โดยสารต่างเงียบงัน ต่างก็อดทน เหงื่อไหลไคลย้อยด้วยกันถ้วนหน้า กระนั้น ไม่ว่ารถจะแน่นเพียงใด ก็ยังคล้ายจำเป็นที่จะต้องรับผู้โดยสารระหว่างทาง ทั้งมีผู้โดยสารที่ลงไปเป็นระยะ ระหว่างนั้นผู้โดยสารใหม่สองคนเป็นผู้เฒ่า ตา ยายขึ้นรถมา ผู้คนช่วยกันหาที่นั่งให้ยายได้แล้ว เหลือแต่ตา

ชายหนุ่มคนหนึ่ง วางกระเป่าสะพายใบไม่ใหญ่นักลงบนฝาครอบเครื่องยนต์ที่ร้อน แล้วนั่งลงไป แล้วให้ตานั่งลงบนตัก หลายคนบนรถหันมายิ้มให้ บางคนช่วยถือของให้ตา วาระนั้นเอง ก่อเกิดพื้นที่แห่งความรัก บรรยากาศแห่งมิตรไมตรี สนามพลังแห่งมิตรภาพ อบอวลไปทั่วรถ แม้กระเป๋ารถเมล์ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่เคร่งเครียดที่สุด หงุดหงิดที่สุด กลับยังยิ้มแย้มช่วยเหลือผู้โดยสารที่ขึ้นและลงรถด้วยบริการอันดี



ดูเหมือนว่าการปรากฏขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยของความรัก มันได้แผ่อานุภาพพลังมหาศาลออกไป และนั่นมิใช่เพียงสายลมที่ผ่านพัด แต่มันได้ชำแรกแทรกตัวเข้าไปในหัวใจส่วนที่ดีงามของผู้คน หากจะเปรียบเอาว่า ในหัวใจส่วนที่ดีงามของผู้คนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก การปรากฏขึ้นของมิตรภาพ คือสายฝนหลั่งชโลมรดความชุ่มชื้นลงไปในผืนแผ่นดินแห่งจิตวิญญาณ เมื่อนั้นเมล็ดพันธุ์แห่งความรักที่ฝังอยู่ในไร่หัวใจส่วนที่ดีงามจึงผลิใบ แตกยอด งอกงามงดงาม และหากฝนยิ่งตกลงมาบ่อยเท่าใด ต้นรักนั้นก็ยิ่งงอกงามงดงามมากขึ้น เร็วขึ้น มั่นคงแข็งแรง แผ่กิ่งก้านออกไปอย่างทรงพลัง



ทั้งหมดนั้นคือภาพที่บ่งบอกชัดเจนยิ่งนักว่า มนุษย์ทั้งหลาย นอกจากการหาอยู่หากิน แสวงหาความรู้ แสวงหาความหมายของชีวิต สิ่งสำคัญยิ่งก็คือการแสวงหาความรัก ก็แล้วทำไมเราจึงดื่มด่ำความสุข เมื่อเราเห็นความรักระหว่างชีวิตต่อชีวิต นั่นก็เพราะว่าไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าคนผู้นั้นผู้ใดจะมีนิสัยสันดานหยาบกร้านเหี้ยมโหด หรือเอื้อเฟื้ออ่อนโยน เมื่อเขาทั้งหลายเพียงแต่ผ่านเข้าไป มองเข้าไปในพื้นที่แห่งความรักนั้น ไม่มากก็น้อย พวกเขาทั้งหลายก็ได้รดน้ำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความรักในหัวใจของเขาอีกครั้งแล้ว.....

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

การ์ตูน SPONGE BOB







"Spongebob Squarepants" คือชื่อของฟองน้ำ ซึ่งมีเพื่อนบ้านเป็นปลาหมึก สควิดวอร์ด (Squidward) และเพื่อนสนิทของเจ้าฟองน้ำ เป็นปลาดาว แพ็ททริก (Patrick Star) พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองใต้น้ำแห่ง "Bikini Bottom" ซึ่งเป็นเมืองที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเมืองทั่วไป มีอาคาร ตึกรามบ้านช่อง มีระบบการคมนาคม มีสนามบิน ฯลฯ จะต่างกันแค่เมืองนี้อยู่ใต้ทะเลเท่านั้นเอง

เจ้าฟองน้ำ บ็อบ มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตนเองด้วย เป็นหอยทากน้อย (Gary) ซึ่งเปล่งเสียงร้องคล้ายแมว.. ชีวิตของเขาก็เป็นแบบเรียบง่าย ทำงานเป็นพ่อครัวในภัตตาคารฟาสต์ฟู้ด "Krusty Krab" ร่วมกับปลาหมึกสควิดวอร์ด ที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานรับจ่ายเงิน ร้านนี้ผู้เป็นเจ้าของกิจการก็คือ พี่ปูก้ามใหญ่ มิสเตอร์แครบ (Mr. Krabs) ร้านนี้เป็นที่รู้จักกันมาก เสียจนมีร้านคู่แข่ง "Chum Bucket" ที่มี แพลงค์ตอน (Sheldon J. Plankton : "Plankton") เจ้าของกิจการ จ้องจะขโมยสูตรไปเป็นของตนอยู่ตลอด เนื่องจากร้านของแพลงค์ตอนนี้ไม่เคยมีลูกค้าเลย ทางมิสเตอร์แครบเองก็ใช่ว่าจะพิกเฉยต่อเรื่องนี้ เลยสั่งกับพนักงานของตนทุกคนว่า ให้คอยเก็บรักษาสูตรลับซึ่งถือเป็นสมบัติสำคัญของร้านให้ดี อย่าให้ใครมาขโมยไปได้

แต่ในโลกใต้น้ำนี้ ก็ไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่ออาศัยในน้ำเท่านั้น กระรอกสาว แซนดี้ (Sandy Cheeks) คือหนึ่งในนั้น เธออาศัยอยู่ในโดมแก้วใต้น้ำซึ่งเป็นบ้านของเธอ ภูมิลำเนาเดิมของเธอคือที่ Texas ถูกส่งตัวมาที่เมือง Bikini Bottom นี้ โดยคำสั่งของใครคนหนึ่ง (ภายหลังมีการเปิดเผยว่าบอสของเธอเป็นลิงชิมแปนซี ในตอนที่ชื่อ Chimp Ahoy) แซนดี้เป็นหนึ่งในคนที่บ็อบรู้จักด้วย จากการที่บ็อบได้ช่วยชีวิตแซนดี้ให้รอดจากหอยกาบยักษ์จอมตะกละ ทำให้แซนดี้ประทับใจและขอเป็นเพื่อนกับบ็อบในเวลาต่อมา

ชีวิตในแต่ละวัน สปอนจ์บ็อบต้องเผชิญกับหลายๆ อย่างในชีวิตของเขา ซึ่งมีทั้งสุข ทุกข์ เรื่องดีๆ เรื่องเครียดๆ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่องต่างๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่คอยให้ประสบการณ์แก่เขา ให้เขาได้เรียนรู้ และเข้าใจกับคำว่า "ชีวิต" สปอนจ์บ็อบใฝ่ฝันไว้ว่าในอนาคต เขาจะเป็นพ่อครัวมือหนึ่งแห่ง Bikini Bottom ให้ได้

ตัวละครหลักของเรื่อง



จากซ้ายไปขวา : แพลงค์ตอน, มิสเตอร์แครบ, แซนดี้, สปอนจ์บ็อบ, สควิดวอร์ด, แพททริก, แกรี่(สัตว์เลี้ยงของสปอนจ์บ็อบ)


>> สปอนจ์บ็อบ

ปรากฏตัวครั้งแรก : Help Wanted




SpongeBob Squarepants

นิสัย : รักสนุก มองโลกในแง่ดีมากๆๆ มีความรับผิดชอบ สุภาพ เรียบร้อย จิตใจอ่อนโยน แม้บางครั้งจะดูเหมือนอ่อนแอก็ตาม

งานอดิเรก : พักผ่อน เป่าฟองสบู่เล่น (ส่วนเป็นพ่อครัวนี่ไม่นับ เพราะเป็นงานประจำครับ)

ชอบ : ความสนุก เพื่อน งาน

เกลียด : คนขี้โกง

...ใครเอ่ยที่อาศัยอยู่ในสับปะรดใต้ทะเล สปอนจ์บ็อบนั่นเอง (ใครที่ฟังเพลงตอนเปิดเรื่องคงจะจะกันได้ดี กับท่อนที่ว่า "...Who lives in pineapple under the sea?") เขาทำงานเป็นพ่อครัวในภัตตาคาร "Krusty Krab" ในฐานะที่น่าภาคภูมิเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ "พนักงานดีเด่นประจำเดือน 374 สมัย" เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก และซื่อสัตย์ต่อเจ้าของกิจการมาโดยตลอด จึงได้รับความไว้วางใจจนได้เป็นพนักงานดีเด่นอยู่ได้หลายสมัยโดยไม่มีใครมาแทนที่
ความสามารถของสปอนจ์บ็อบนอกจากการทำอาหารแล้ว ก็มีในเรื่องของศิลปะป้องกันตัว (คาราเต้) และเรื่องเล่นๆ อย่างเป่าฟองสบู่ เขาสามารถเป่าฟองออกมาได้หลายรูปร่าง อย่างห่วงยาง เรือดำน้ำ ม้า ตุ๊กตา ฯลฯ (เก่งเนอะ.. )

เราจะได้เห็นเขาปรากฏตัวในตอนแทบจะทุกตอน ในฐานะตัวละครหลักที่สร้างสีสันให้กับเรื่องได้มากที่สุด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคุณจะต้องได้หัวเราะดังๆ เพราะเห็นความขาดๆ เกินๆ และอารมณ์ที่สุดจะคาดเดาของเขา อย่างน้อยสักหนึ่งครั้งแน่นอน(ฮา....)





>> แกรี่

ปรากฏตัวครั้งแรก : Help Wanted



Gary the Snail

นิสัย : ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ (คือสปอนจ์บ็อบ)

งานอดิเรก : ไม่มี

ชอบ : เกือบทุกอย่างที่สปอนจ์บ็อบชอบและทำ

เกลียด : คนไม่ดี

...หอยทากที่ตัวขนาดความสูงประมาณจมูกของสปอนจ์บ็อบ ดูภายนอกเหมือนจะไม่ค่อยรู้อะไรสักเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วฉลาดมาก เพราะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ นานาที่สปอนจ์บ็อบเผชิญอยู่ได้ บางปัญหาที่ดูจะหนักหนาก็ยังผ่านไปได้เพราะเขา ถึงจะฉลาดแต่เพราะเขาพูดไม่ได้ ทำได้แค่เปล่งเสียงคล้ายแมว จึงทำให้ถูกมองเป็นหอยทากธรรมดาๆ เท่านั้น

ลองคิดดูเล่นๆ ว่า แทนที่แกรี่จะทำได้แค่ "เมี๊ยวๆ" กับเจ้าของของเขา ถ้าเกิดพูดภาษาคนได้ขึ้นมาคงวุ่นน่าดู อาจจะพูดแต่อะไรๆ ที่คนทั่วไปตามความคิดไม่ทันก็เป็นได้





>> แพททริก

ปรากฏตัวครั้งแรก : Help Wanted


Patrick Star

นิสัย : เป็นคนง่ายๆ ซื่อๆ และติงต๊องอย่างไม่น่าเชื่อ

งานอดิเรก : ไม่ทำอะไรเลย

ชอบ : ของกินทุกชนิด (เป็นพวกตะกละนั่นเอง)

เกลียด : (ไม่ปรากฏข้อมูล)

...ปลาดาวหุ่นลงพุงตัวสีชมพู ผู้ที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของสปอนจ์บ็อบ ที่อยู่อาศัยของเขาคือ ก้อนหินยักษ์ (จริงๆ น่าจะเรียกแค่ว่า ที่นอน มากกว่า เพราะเห็นใช้นอนอยู่อย่างเดียว) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านสับปะรดของสปอนจ์บ็อบนัก ชีวิตในแต่ละวันส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้ไปไหนมาไหนกับสปอนจ์บ็อบ ก็คือไม่ทำอะไรเลย (ขี้เกียจอย่างแรง - -; )

เขาไม่ค่อยจะฉลาดนัก แต่ก็พร้อมอาสาให้คำแนะนำกับสปอนจ์บ็อบยามมีปัญหา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน หรือบางทีก็รวมหัวกันทำเรื่องเบ๊อะๆ บ๊องๆ ที่อาจจะทำให้ก่อเกิดปัญหายุ่งๆ กับคนอื่นได้ แต่ถึงยังไงก็ขอให้วางใจได้เลยว่าเขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายแต่อย่างใด





>> สควิดวอร์ด

ปรากฏตัวครั้งแรก : Help Wanted




Squidward Tentacles

นิสัย : สงบเฉย ยิ้มยาก รักสันโดษ

งานอดิเรก : เป่าคลาริเนต (ปี่)

ชอบ : เสียงดนตรี

เกลียด : การถูกขัดจังหวะ บ็อบกับแพ็ททริก (ไม่ถึงกับขั้นเกลียด แค่ไม่ชอบ)

..นายปลาหมึกหกเส้นหนวดผู้นี้ ชื่นชอบในเสียงเพลงเป็นที่สุด เขามีอารมณ์สุนทรีย์กับการเป่าคลาริเนตได้ทุกวัน ในบ้านของเขาที่มีรูปทรงคล้ายโมอาย อยู่คั่นกลางระหว่างบ้านของสปอนจ์บ็อบกับบ้านของแพททริก เขาทำงานเป็นพนักงานรับจ่ายเงินในร้าน "Krusty Krab" ที่เดียวกับที่สปอนจ์บ็อบทำงานอยู่ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยชอบทำงานนี้เท่าไหร่

ลักษณะนิสัยของสควิดวอร์ด ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีนัก เพราะเขาชอบมองสปอนจ์บ็อบกับแพททริกเป็นตัวน่ารำคาญเสมอ เขาชอบคิดว่าเพื่อนบ้านทั้งสองของเขารบกวนการเล่นดนตรีของตนอยู่บ่อยๆ และมักจะมีสีหน้ายิ้มเยาะเวลาเห็นคนอื่นๆ เป็นทุกข์ (แต่ต่อหน้า ตีหน้าทำเป็นทุกข์) แม้จะดูนิสัยไม่ค่อยดี แต่ในจิตใจลึกๆ แล้วก็เป็นคนดีมากๆ คงเพราะเหตุนี้ สปอนจ์บ็อบกับแพททริกจึงอยากจะเป็นเพื่อนกับเขา






>> แซนดี้

ปรากฏตัวครั้งแรก : Tea at the Treedome



Sandy Cheeks

นิสัย : เฉลียวฉลาด ดูจริงจัง แต่ที่จริงร่าเริงสุดๆ

งานอดิเรก : เล่นกีฬาหลากหลายชนิด (โดยเฉพาะพวกกรีฑา)

ชอบ : วิทยาศาสตร์ การค้นคว้า

เกลียด : สัตว์ร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัวใน Bikini Bottom ทั้งหลาย

...กระรอกสาวสุดสมาร์ท เพื่อนสนิทที่สุดของสปอนจ์บ็อบรองจากแพททริก ดูจะเป็นชาวเมือง Bikini Bottom เพียงผู้เดียวที่ดูแตกต่างจากคนอื่นมาก ทั้งถิ่นภูมิลำเนาเดิมซึ่งอยู่บนบก และการใช้ชีวิตใต้น้ำซึ่งเธอต้องการอากาศอยู่ตลอดเวลา โดยการใส่ชุดประดาน้ำ (ที่รูปร่างเหมือนชุดอวกาศ) แน่นอนว่าบ้านของเธอก็ต้องเป็นบ้านที่มีอากาศด้วย เป็นโดมแก้วเรียกว่า "Treedome" ที่มีต้นโอ๊กขนาดใหญ่ข้างใน เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มาวิจัยเรื่องต่างๆในเมืองใต้น้ำนี้ โดยได้รับการสนับสนุนทุนการวิจัยจากเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ 3 คนของเธอ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่แท้จริงที่เธอต้องย้ายมาจาก Texas เพื่อมาทำการวิจัย ว่ามีเป้าหมายอะไรกันแน่

เธอได้รู้จักกับสปอนจ์บ็อบครั้งแรก ตอนที่เธอกำลังพยายามเอาตัวรอดจากหอยกาบยักษ์ที่จะกินเธอ สปอนจ์บ็อบได้มาช่วยไว้โดยใช้วิชาคาราเต้ของเขา สู้กับหอยอย่างทุลักทุเล จนในที่สุดก็เอาชนะมันได้เพราะแซนดี้ร่วมมือกันต่อสู้ด้วย เธอชื่นชมสปอนจ์บ็อบเป็นอย่างมากเลยขอเป็นเพื่อนด้วย จากนั้นก็ชวนไปเที่ยวที่บ้านของตน โดยหารู้ไม่ว่า สปอนจ์บ็อบรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมภายในบ้านนี้เลย จนมารู้ภายหลังว่าสปอนจ์บ็อบอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำ เลยแก้ปัญหาโดยใส่ครอบแก้วที่มีน้ำให้สปอนจ์บ็อบใช้หายใจ







>> มิสเตอร์แครบ

ปรากฏตัวครั้งแรก : Help Wanted



Eugene H. Krabs (Mr. Krabs)

นิสัย : มั่นใจในตนเอง หยิ่งในศักดิ์ศรี หน้าเงิน ขี้ระแวง บางครั้งก็ดูวิตกจริต

งานอดิเรก : ไม่มี

ชอบ : งาน เงินทอง

เกลียด : แพลงค์ตอน (เข้ากันไม่ได้เลย ดั่งขมิ้นกับปูน)

..ปูแดงก้ามใหญ่ผู้ร่ำรวย จากการมีกิจการร้านภัตตาคาร "Krusty Krab" ที่ใครๆ ในเมืองก็รู้จัก มีลูกค้าเข้ามาในร้านของเขาทุกวัน ที่เขาติดสินใจรับสปอนจ์บ็อบเป็นพนักงาน เพราะก่อนหน้านั้น สปอนจ์บ็อบต้องการหางานทำ จึงมาขอสมัครเป็นพนักงาน ซึ่งมิสเตอร์แครบก็ให้ฝึกงานหนักก่อนจะบรรจุให้เป็นพนักงานจริง ในตอนนั้นมีลูกค้ากรูกันเข้ามาในร้านพร้อมกัน 5 ราย ทำให้เกิดชุลมุนกันขึ้นมา สปอนจ์บ็อบรีบบึ่งเข้าไปในครัวเพื่อทำเมนูเบอร์เกอร์ "Krabby Patty" ให้ลูกค้าโดยด่วน แน่นอนว่าเขาไม่เคยทำมันมาก่อน แต่หลังจากนั้นเรื่องยุ่งๆ ก็ผ่านไปได้ด้วยดีโดยลูกค้าทั้ง 5 นั้นกลับไปด้วยความพึงพอใจ มิสเตอร์แครบเห็นว่าสปอนจ์บ็อบมีแววเกิดแน่ๆ จึงรับไว้เป็นพนักงานเต็มตัว

มิสเตอร์แครบ มีศัตรูตัวฉกาจคือ แพลงค์ตอน ผู้ที่ต้องการขโมยสูตรอาหารของมิสเตอร์แครบไปเป็นของตน เขาจะไม่ยอมให้แพลงค์ตอนได้แตะต้องแม้แต่เศษเบอร์เกอร์สักชิ้น และได้เตือนสปอนจ์บ็อบ สควิดวอร์ด และพนักงานคนอื่นๆ ให้ระวังแพลงค์ตอนไว้ให้ดี ไม่ให้แพลงค์ตอนขโมยสูตรไปได้


>> แพลงค์ตอน

ปรากฏตัวครั้งแรก : Plankton




Sheldon J. Plankton

นิสัย : ฉลาดเป็นกรด เจ้าเล่ห์ จอมแผนการ ชอบเล่นตุกติก

งานอดิเรก : "สร้างความร้าวฉานคืองานของเขา"

ชอบ : เบอร์เกอร์ "Krabby Patty"

เกลียด : มิสเตอร์แครบ



...สิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กๆ แต่ความคิดไม่เล็กตามตัว อาศัยอยู่ในร้านภัตตาคารที่ตนสร้างขึ้น ชื่อว่า "Chum Bucket" ที่ไม่เคยสร้างเสร็จสักที เพราะไม่สูตรการทำอาหารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจการ เพราะเหตุนี้เขาจึงอยากได้สูตรลับของมิสเตอร์แครบนักหนา คิดว่าถ้ามีแล้วจะทำให้ร้านตนเองยิ่งใหญ่กว่า กดดันให้ร้าน "Krusty Krab" เจ๊งไปได้ ทุกๆ วันเขาจึงร่วมมือวางแผนกันกับภรรยาของเขา ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ A.I. ที่ชื่อว่า "คาเรน" (KAREN) เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะได้มาซึ่งสูตรลับมหัศจรรย์นี้ แต่ก็ล้มเหลวไปเสียทุกครั้ง (โชคดีของมิสเตอร์แครบไป..หุหุ )

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

สถานที่ชอบ(ปาย)
































รวมสถานที่เที่ยวเมืองปาย





ปาย เป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของแม่อ่องสอน บรรยากาศคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โดยเฉพาะชาวต่างชาติ การบริการส่วนใหญ่จึงเป็นในลักษณะที่ชาวตะวันตกชอบ เช่น ที่พักเกือบทั้งหมดเป็นเกสเฮ้าส์ราคาถูก ร้านอาหารฝรั่ง บาร์เบียร์ บริการอินเตอร์เน็ต แต่ที่น่าสนใจคือมีบริการให้เช่าจักรยานเสือภูเขาราคาถูก นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามเส้นทางขี่จักรยานได้จากชมรมรถถีบไต-ปาย ซึ่งต้องอยู่ที่ร้านดวงเกสเฮ้าส์ ตรงข้ามสถานีขนส่ง อ.ปาย

ที่เที่ยวอำเภอปาย

อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
ห่างจากอำเภอปายประมาณ 30 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลเวียงเหนือ ติดเขตอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่ตั้ง
โครงการพัฒนาต้นน้ำของกรมป่าไม้ มีการปลูกพืชไม้ดอกเมืองหนาวเป็นที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเดินทางไปท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล และมีบ้านพักบริการด้วย




ติดต่อได้ที่ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0-2562-0760 และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง โทร. 0-5324-8491 นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะฤดูหนาว หากนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถจองบ้านพักของอุทยานได ้ก็สามารถพักในอำเภอปาย และเดินทางมาชมทะเลหมอกยามเช้าได้เช่นกัน



น้ำตกแม่เย็น
สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาและมีความอดทนสูง น้ำตกแม่เย็นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการท่องเที่ยวธรรมชาติ อ.ปาย เพราะต้องเดินทางเท้าเป็นระยะทางค่อนข้างไกล ใช้เวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 8 กม. (3-5 ชั่วโมง) แต่เมื่อได้ไปเห็นความงามของน้ำตกแล้วก็เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อย




โป่งน้ำร้อนท่าปาย
อยู่ที่ตำบลแม่ฮี้ เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมาจากใต้ดิน มีไอน้ำร้อนปกคลุมพื้นที่ จากที่จอดรถต้องเดินเท้าต่อไปอีกเป็นระยะทาง 300 ม. เลียบเลาะไปตามธารน้ำร้อนที่ไหลมาจากบ่อ ในบางช่วงเป็นแอ่งน้ำสามารถลงแช่น้ำได้ และรอบ ๆ เป็นป่าไม้สักที่สมบูรณ์มาก



บ่อน้ำร้อนเมืองแปง
อยู่ที่ตำบลเมืองแปง เป็นบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ห่างจากอำเภอปาย 28 กม. บ่อน้ำพุร้อนมีอุณหภูมิสูงถึง 95 องศาเซลเซียส น้ำร้อนไหลเป็นธารผ่านก้อนหินใหญ่น้อยลดหลั่นกันลงไปสวยงาม มีสภาพเป็นะรรมชาติมาก



ล่องแก่งแม่น้ำปาย
แม่น้ำปายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในจังหวัดแม่อ่องสอน มีแหล่งต้นน้ำมาจากเทือกเขาถนนธงชัยกับเทือเขาแดนลาวในเขต อ.ปาย แล้วไหลลงมาสู่ทิศใต้มาตามหุบเขา ผ่านอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน แล้วไหลไปบรรจบกับ



แม่น้ำสาระวิน เขตรัฐคะยา สหภาพเมียนม่าห์ ท้องน้ำมีลักษณะเป็นกรวดทราย ฤดูแล้งน้ำลึกประมาณ 1 เมตร สามารถล่องแพเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงจะสามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามของธรรมชาติและป่าเขา โดยธรรมชาติของลำน้ำปาย บางช่วงฤดู ระดับน้ำไม่เท่ากัน ฤดูฝนน้ำจะไหลเชี่ยวมาก และน้ำจะเย็นตลอดทั้งปี การล่องแก่งจึงจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น ทั้งนี้ช่วงที่เหมาะสมต่อการล่องแแก่งคือเดือนตุลาคม - มีนาคม
ตลอดเส้นทางการล่องแม่น้ำปายจะผ่านป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ ผ่านจุดท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น น้ำตกซู่ซ่า บ่อน้ำพุร้อนริมน้ำปาย ฯลฯ และที่สำคัญคือจุดที่ต้องล่องผ่านแก่งหินที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ซึ่งมีประมาณ 15 จุด แต่ละจุดมีระยะทางตั้งแต่ 50-300 ม. ในช่วงน้ำหลากสามารถจัดระดับความยากของการล่องแก่งได้ถึงเกรด 3 (ระดับคลื่นใหญ่ ความสูง 1-2 ม. น้ำไหลแรง มีแอ่งน้ำวนใหญ่ มีโขดหินขวางสายน้ำ อาจหาช่องทางการล่องได้ยาก และต้องใช้ทักษะการพายเรือ)

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ปายแอดเวนเจอร์ โทร. (053) 69-9385 ,บริษัท แม่ฮ่องสอนแอดเวนเจอร์ โทร. 01-8845025, 01-9523340 , บริษัท ปายอินเดอะสกาย โทร. 053-698145 , บริษัท แบรคแทร็ค ทัวร์-เทรคคิ้ง โทร. 053-699739




วัดน้ำฮู
อยู่ที่ตำบลเวียงใต้ เป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง พระพุทธรูปสิงห์สามอายุประมาณ 500 ปี สร้างด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 28 นิ้ว สูง 30 นิ้ว ปางมารวิชัย พระพุทธรูปองค์นี้พระเศียรกลวง ส่วนบนเปิดปิดได้ และมีน้ำซึมออกมาอยู่เสมอ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมเข้าไปนมัสการและขอน้ำที่ซึมออกมานี้
โดยทางวัดได้นำมาผสมเป็นน้ำมนต์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันได้อัญเชิญพระอุ่นเมืองไว้เป็นพระประธานในโบสถ์ ปกติหากไม่ใช่หน้าหนาวซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว ทางวัดจะปิดประตูโบสถ์ นักท่องเที่ยวที่ต้องการนมัสการพระอุ่นเมือง จึงต้องขออนุญาตจากเจ้าอาวาสเพื่อเปิดโบสถ์เสียก่อน นอกจากนี้ภายในวัดยังมีเจดีย์อนุสรณ์สถานพระนางสุพรรณกลัยา พระเชษฐภคินีของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ในบริเวณวัดอีกด้วย




วัดพระธาตุแม่เย็น
ตั้งอยู่บนเขาทางทิศตะวันออกหลังหมู่บ้านแม่เย็น ด้านหลังโบสถ์เป็นที่ตั้งเจดีย์เก่า สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากจุดนี้สามารถมองเห็น

ทิวทัศน์ของอำเภอปายได้ทั่วถึงทั้งบ้านเรืองและทุ่งนา ยิ่งถ้าได้ขึ้นไปในตอนเย็นจะได้ชมพระอาทิตย์ตกโดยมีเทือกดอยจิกจ้องเป็นฉากหลังที่งดงาม และพระธาตุแห่งนี้เป็นจุดสังเกตของผู้โดยสารทางเครื่องบินว่าเข้าเขตอำเภอปายแล้ว




น้ำตกหมอแปง
อยู่ที่บ้านหมอแปง ตำบลแม่นาเติง เป็นน้ำตกขนาดกลาง 3 ชั้น จะมีความสวยงามมากในฤดูฝนเนื่องจากน้ำจะไหลตกเต็มแผ่นหิน รอบ ๆ น้ำตกเป็นป่าไม้ที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน มีหมู่บ้านชาวเขาเผามูเซอแดงอยู่บริเวณใกล้เคียงรอบน้ำตก


กองแลน
กองแลน อยู่ในเขตบ้านร้องแหย่ง ห่างจากอำเภอ 7 กิโลเมตร เป็นหน้าผาสูงที่ถูกกัดเซาะ (คล้ายแพะเมืองผี จังหวัดแพร่) บริเวณกว้างประมาณ 5 ไร่เศษ และอยู่ติดกับเส้นทางสายแม่มาลัย-ปาย ท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โป่งน้ำร้อนท่าปาย อยู่ในท่องที่ตำบลแม่ฮี้ ตามทางหลวงหมายเลข 1095 (ปาย-แม่มาลัย) บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 87-88 แยกซ้ายเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ตามทางเข้าบ้านท่าปาย



สภาพของโป่งน้ำร้อน มีไอน้ำร้อนปกคลุมพื้นที่ และน้ำร้อนไหลทั่วบริเวณกว้างบางจุดความร้อน ประมาณ 80 องศาเซลเซียส และรอบๆ เป็นป่าไม้สักที่สมบูรณ์มาก ภายในบริเวณอนุญาตให้ตั้งเต็นท์พักแรมได้


หมู่บ้านสันติชล
หมู่บ้านสันติชล เป็นหมู่บ้านชาวจีนที่อพยพถิ่นฐานมาอยู่ที่แห่งนี้ อยู่ห่างจากอำเภอปาย ประมาณ 4.5 กิโลเมตร ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การแต่งกาย ภาษา โดยเฉพาะอาหารจีนยูนาน ที่เป็นที่นิยมมากนักท่องเที่ยวนิยมไปชมหมู่บ้านพร้อมรับประทานอาหารกลางวันแบบจีนยูนาน สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 08-1024-3982

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกะเหรี่ยงแม่ปิง
ปัจจุบันบ้านกะเหรี่ยงแม่ปิงเป็นหมู่บ้านที่มีการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ทัดเทียมกับคนเมือง ลักษณะบ้านเรือนบางส่วนเปลี่ยนจากแบบชาวกะเหรี่ยง ซึ่งทำจากไม้ไผ่และหลังคาใบตองตึงหรือหญ้าคากลายเป็นบ้านปูน หลังคามุงสังกะสี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเอกลักษณ์ คือภาษาพูดและการแต่งกาย อีกทั้งงานหัตถกรรมทอผ้ายังคงไว้แบบเดิม งานทอผ้านี้เป็นที่มาของโครงการศูนย์ศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์

กีฬาที่ชอบ (เทควันโด)

















เทควันโด คือ ศิลปะการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าของชาวเกาหลี เท แปลว่า มือ ควัน แปลว่า เท้า โด แปลว่า สติปัญญาหรือการมีสติ เทควันโด คือ ศิลปะการต่อสู้โดยใช้มือและเท้าอย่างมีสติ
ศิลปะการป้องกันตัวชองประเทศเกาหลี มีมาตั้งแต่ 2 พันกว่าปี ในปี ค.ศ.1955 องค์กรพิเศษได้ถูก จัดตั้งขึ้นในนามขององค์การควบคุมศิลปะแห่งชาติ ถูกตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่และควบคุมทำการสอนให้แก่สาธารณะชน องค์กรทางทหารซึ่งขึ้นอยู่กับเงินทุนกองกลางที่มีสามชิกขององค์กร เป็นผู้ที่มีความคิดความสามารถที่เชี่ยวชาญ กลุ่มสมาชิกได้รวมตัวกัน โดยมีนายพล Choi Hong Hi เป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ขึ้นว่า เทควันโด ( Taekwondo ) จนกระทั่งทุกวันนี้ มีคนจำนวนมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก จาก 140 เมืองที่ได้รับการ ฝึกฝนด้านเทควันโด
ศูนย์กลางเทควันโดโลก คือ kukkiwon เป็นสัญลักษณ์ของเทควันโด โดยมีนายอุน ยอง คิม ( Un Yong Kim ) เป็นประธานสหพันธ์เทควันโดโลก และเป็นประธานสมาคมเทควันโดของประเทศเกาหลี

ค.ศ. 1973 มีการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรก
ค.ศ.1974 มีการสัมมนาผู้ตัดสินนานาชาติ และมีการแข่งขันชิงแชมป์ของเอเชียเป็นครั้งแรก
ค.ศ.1986 เทควันโดได้บรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 10 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี
ค.ศ.1987 เทควันโดได้บรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาซีเกมส์
ค.ศ.1988 เทควันโดเป็นกีฬาสาธิตในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี
ค.ศ.2000 เทควันโดเป็นกีฬาในโอลิมปิกเกมส์ ณ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
เทควันโด (เกาหลี: 태권도(เท-ควอน-โด), MC: Taegwondo, MR: T'aekwŏndo) คือ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว โดยไม่ใช้อาวุธของ ชาวเกาหลี คำว่า เท (태) แปลว่า เท้า หรือการโจมตีด้วยเท้า ควอน (권) แปลว่า มือ หรือการโจมตีด้วยมือ โด (도) แปลว่า วิถี ดังนั้นเทควันโดโดยทั่วไป หมายถึง วิถีแห่งการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัว
จากประวัติศาสตร์ซึ่งเผยแพร่ในช่วงแรกนั้น ศิลปะการป้องกันตัวของประเทศเกาหลี มีมาตั้งแต่ 2 พันกว่าปี ในปี ค.ศ. 1955 องค์กรพิเศษได้ถูก จัดตั้งขึ้นในนามขององค์การควบคุมศิลปะแห่งชาติ ถูกตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่และควบคุมทำการสอนให้แก่สาธารณะชน องค์กรทางทหารซึ่งขึ้นอยู่กับเงินทุนกองกลางที่มีสามชิกขององค์กร เป็นผู้ที่มีความคิดความสามารถที่เชี่ยวชาญ กลุ่มสมาชิกได้รวมตัวกัน โดยมีนายพลเช ฮอง ฮี Choi Hong Hi เป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ขึ้นว่า เทควันโด (Taekwondo) มีที่มาจาก เท (เทคียน: Takkyon) และ ควัน (คองซูโด: Kongsoodo)
ลำดับสายของเทควันโด (ในประเทศไทย)
เริ่ม สายขาว
10 สายเหลือง1 (สายส้ม-ในบางยิม)
9 สายเหลือง2
8 สายเขียว1 (สีเขียวขี้ม้า-ในบางยิม)
7 สายเขียว2
6 สายฟ้า1 (ม่วง-ในบางยิม )
5 สายฟ้า2 (น้ำเงิน-ในบางยิม)
4 สายน้ำตาล1
3 สายน้ำตาล2
2 สายแดง1
1 สายแดง2

ในบางโรงเรียนมีการเรียนสายแดง 3 หรือ Pre-Black เพื่อเตรียมสำหรับการสอบในระดับสายดำ ขั้นที่ 1 หรือดั้งที่ 1 สำนักคุคกิวอนกำหนดให้มีสายดำทั้งสิ้น 10 ระดับ โดยเริ่มที่ระดับที่ 1 เป็นระดับแรกและใช้เงื่อนไขด้านระยะเวลา และอายุในการพิจารณาในการเลื่อนระดับขั้น (ดั้ง) แก้ไข: เทควันโด - เทแปลว่าเท้า, ควัน แปลว่ามือ ,โด แปลว่าสติปัญญา - ผู้ให้กำเนิดคำว่าเทควันโด - คือ นายพล ชอยฮองไฮ ซึ่ง ปัจจุบันรูปแบบของเทควันโดนี้ ไปอยู่ที่แคนาดา ตั้งสหพันธ์ ITTF เทควันโดเกาหลีใต้เป็นของ WTF เดิมเป็นหนึ่งเดียวกับ สำนักคุกกิวอน โดยปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น KUKKIWON ACADEMY สถาบันการศึกษาเทควันโดโลก โดย ทำหน้าที่ ออกสายดำและตั้งกฎเกี่ยวกับการสอบสาย ประชาสัมพันธ์เทควันโด และ จัด ฮันมาดัง ส่วน WTF แยกออกไปทำหน้าที่ จัดการแข่งขัน วางนโยบายการแข่งขัน ฯลฯ โดยทั้งสองสถาบันก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ โดยมี เวปไซต์คือ www.wtf.org,www.kukkiwon.or.kr - เทควันโดเกาหลี ไม่มีสายน้ำตาล - เทควันโดประกอบด้วย 4 ส่วนที่ต้องเรียนรู้ คือ 1.เคียวรูกิ (การต่อสู้เชิงแข่งขัน) 2.เคียกพ่า (การทดสอบจิตใจด้วยการทำลายสิ่งกีดขวาง) 3.พุมเซ(การทำท่าสมมติการต่อสู้ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าแพทเทิน ปัจจุบันมีการแข่งขันเป็นสากล) 4.โฮชินซูล (การป้องกันตัวอิสระในชีวิตจริง โดย การใช้มือเปล่าและอาวุธ ) โดยชมรม ส่วนมากในประเทศไทย จะมีอยู่ 2 อย่างคือ เคียวรูกิและพุมเซ - ดำแดง คือ สายดำ ที่อายุไม่ถึง 15 ปี (เพราะพลังทำลายและวุฒิภาวะยังไม่เหมาะสมทางสถาบันจึงไม่อาจให้คาดสายดำได้) - ผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนคุกกิวอน สอบนักเรียนเปลี่ยนคุณวุฒิสายสี สอบนักเรียนเป็นสายดำและสอบนักเรียนเลื่อนดั้งต้องมีคุณวุฒิดั้ง 4-10 และมีรหัสอนุญาตจากคุกกิวอน - ผู้ได้รับสายสี เหลือง1-แดง2(10ขั้น)เทควันโดเรียกว่า กุ้ป(Gup1-10) โดยไล่ตั้งแต่ Gup10 ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง Gup1 และถึงเปลี่ยนเป็นดั้ง 1 - ดั้ง 10 ประเทศไทยเรียก เหลือง1 เหลือง 2 จนถึง แดง1 และ แดง2 ส่วนดั้งเรียก ดำ1 ถึง ดำ10
อวัยวะที่ควรทราบเพื่อเป็นแนวทางในการฝึก
-Mom หมายถึง ส่วนของลำตัว ( body )
-Pal หมายถึง ส่วนของแขน ( arms ) ทั้ง 2 ข้าง
-Son หมายถึง ส่วนของมือ ( hands )
-Joomeok หมายถึง ส่วนของกำปั้น ( fist ) ในการกำหมัดจะต้องอาศัยการพับข้อนิ้วแรกของนิ้วทั้งสี่ นิ้วให้แน่น แล้วกดพับกำหมัดเข้าหาฝ่ามือ ใช้นิ้วหัวแม่มือกดพับทับที่ข้อนิ้วแรกของนิ้วชี้และนิ้วกลาง
-Deung - joomeok หมายถึง ส่วนของหลังหมัด ( Back fist ) เน้นที่สันนิ้วชี้และนิ้วกลาง
-Me - joomeok หมายถึง ส่วนของสันมือเมื่อกำหมัด ( upper fist ) ถัดจากฐานนิ้วก้อยมาถึงบริเวณ บนสุดของฝ่ามือใกล้ข้อมือ
-Pyon - joomeok หมายถึง ส่วนของนิ้วสุดท้ายของนิ้วทั้ง 4 ( ชี้ - ก้อย ) พับพร้อมกับแบฝ่ามือ ออกหัวแม่มือพับเก็บอยู่ด้านใน
-Bam - joomeok หมายถึง การพับข้อนิ้วสุดท้ายของนิ้วชี้หรือนิ้วกลาง โดยมีนิ้วหัวแม่มือพับหนุนอยู่ด้านใน พร้อมกำหมัด
-Sonnal หมายถึง ส่วนของสันมือ ( knife hand ) จากฐานนิ้วก้อยใปจนถึงบริเวณฐาน กระดูกใต้ข้อมือ
-Sonnal - deung หมายถึง ส่วนของสันมือ (head of knife hand ) จากบริเวณฐานนิ้วชี้ถึงฐานกระดูก นิ้วหัวแม่มือพับนิ้วหัวแม่มือเข้าด้านใน
-Ageum - Son หมายถึง ส่วนของสันมือด้านใน ให้นิ้วทั้ง 4 ชิดติดกันพร้อมกับกางนิ้วหัวแม่มือออก แล้ว เกร็งมือโดยให้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้งอเป็นตะขอ ( ใช้บีบหรือกดจิก )
-Batang - Son หมายถึง ส่วนของฝ่ามือ ( palm ) โดยการเกร็งนิ้วทั้ง 4 ชิดติดกันพร้อมกับพับนิ้วหัวแม่มือ ไว้ด้านในฝ่ามือ ใช้สันของฝ่ามือป้องกันหรือตบ
-Pinson - keut หมายถึง ส่วนของปลายนิ้วแทง ( finger attack ) โดยการเกร็งนิ้วชิดกันที่ 4 นิ้ว นิ้วกลางพับงอ เล็กน้อยให้เสมอกับนิ้วชี้และนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือพับเก็บในฝ่ามือ
-Duson - keut หมายถึง ส่วนของปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางทิ่มตา
-Palmok หมายถึง ส่วนของข้อมือ ( Wrist ) สามารถนำมาใช้ทำอันตรายต่อคู่ต่อสู้ และการป้องกันตัว โดยแบ่ง ตำแหน่งการใช้ ดังต่อไปนี้ An palmok หมายถึง ข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ ( radius ) ข้อมือด้านใน Bakat palmok หมายถึง ข้อมือทางด้านนิ้วก้อย ( ulna ) ข้อมือด้านนอก
- Wi palmok หมายถึง ข้อมือส่วนหลังมือ ( back side ) หลังมือ Mit palmok หมายถึง ข้อมือด้านฝ่ามือ ( palm side ) หน้ามือ

-Palkoop หมายถึง ข้อศอก ( elbow ) เป็นส่วนของหัวกระดูกของแขนท่อนล่างที่แข็งแรง ใช้ฟันศอกไปที่ ขากรรไกรที่หน้า หรือกระทู้ที่ลิ้นปี่
-Dari หมายถึง ส่วนขา ( leg ) ตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไปจนถึงตาตุ่ม
-Bal หมายถึง ส่วนเท้า ( foot ) ส่วนของฝ่าเท้า คือตั้งแต่ข้อเท้าลงไปเป็นอาวุธที่ใช้มากที่สุดและสำคัญที่สุด ของเทควันโด โดยแบ่งตำแหน่งการใช้ดังนี้
-Apchook คือ ส่วนของจมูกเท้า ( ball of foot ) ใช้เตะจิกโดยพับนิ้วเท้าเข้าหาหลังเท้า เตะจิกไปที่ลิ้นปี่ หรือที่ใบหน้า
-Dwichook คือ ส่วนของฝ่าเท้าใต้ส้นเท้า ( bottom of the heel )
- Dwikoomchi คือ ส่วนของส้นเท้า ( Achilles''heel )
-Balnal คือ ส่วนของข้างส้นเท้าด้านนอก ( foot knife )
- Baldeung คือ ส่วนหลังเท้า
-Mooreup หมายถึง หัวเข่า ( knee ) ส่วนที่แข็งแรง แข็งแกร่งเป็นอาวุธที่อันตรายในการทำร้ายคู่ต่อสู้





การเมือง




ยกเลิก "หวยออนไลน์" อย่าซ้ำรอย "เอ็นจีวี 4,000 คัน"

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีในการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเรียกได้ว่า นุ่มนิ่ม นุ่มนวลมาโดยตลอด แทบไม่เห็นท่าทีที่แข็งกร้าวในเรื่องใดๆ เลย ยกเว้นกรณีทัศนะต่อ พ.ต.ท. ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องโทษจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่นายอภิสิทธิ์ยังคงมีจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยังเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จนมาเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ว่าอดีตนายกฯ ต้องกลับมารับโทษในประเทศไทยก่อนแต่ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ในปัจจุบัน กลับมีความชัดเจนอย่างยิ่ง ใน "โครงการจำหน่ายสลากกินแบ่งอิเล็กทรอนิกส์" หรือ "หวยออนไลน์" ที่นายกฯ ได้ออกมาตอกย้ำแบบวันต่อวันว่า จะไม่เอาเด็ดขาด โดยเฉพาะท่าทีขึงขังล่าสุด ที่ระบุถึงขั้นยืนยันในหลักการที่ยึดถือมาตลอดว่าจะไม่แก้ไขปัญหาในลักษณะการกระทำสิ่งผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายนายอภิสิทธิ์ยังได้ยกตรรกะเรื่อง "หวย" เทียบกับ "ยาเสพติด" และการค้าประเวณี ในลักษณะเดียวกันด้วยว่า หากให้ยาเสพติดหมดไป เหมือนที่ต้องการให้หวยใต้ดินเลิกไป รัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนมาขายยาเสพติด เพื่อทำให้ยาเสพติดหมดไปด้วยหรือไม่ แม้เป็นตรรกะแบบกำปั้นทุบดิน ซื่อๆ ตรงๆ แต่ก็เรียกว่าได้ว่าส่งตรงไปยังผู้ที่พยายามโยงใย ว่าการยกเลิกหวยออนไลน์นั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับเจ้ามือหวยใต้ดินได้แบบชะงักนักแต่ท่าทีของนายอภิสิทธิ์นั้น ก็ยังเป็นที่หวาดระแวงในสังคมอยู่ เพราะหากพินิจจากถ้อยคำของเจ้าตัวที่พูดออกมาเองว่า มีความชัดเจนไม่อยากเห็นปัญหาอบายมุขขยายตัว และในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนก็ได้ทักท้วงการขยายเวลาการชนไก่ โดยใช้เหตุผลเดียวกันนี้ แต่สุดท้าย ครม.ก็มีมติขยายเวลาออกไปเพียงเพราะผู้ที่เสนอเรื่องดังกล่าวคือ "กระทรวงมหาดไทย" ที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ที่มีแฝดสยามเทียมอย่าง นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งยงแห่งบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นยักษ์ค้ำบรรลังก์รัฐบาลรับหน้าเสื่อดูแล!แสดงความชัดแจ้งว่า หากอบายมุขที่เพิ่มเติมหรือขยายตัวมีการส่งสัญญาณมาจากพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ก็จะทำเป็นหูหนวก ตาบอดใบ้ขึ้นมาชั่วขณะทันที จึงไม่น่าแปลกใจว่า กฎเหล็ก 9 ข้อของนายอภิสิทธิ์ที่ได้ประกาศตั้งแต่ช่วงรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีจึงถูกท้าท้ายเสมอมาล่าสุด ก็ชัดเจนในกรณีกระทรวงสาธารณสุข ที่เจ้ากระทรวงอย่างนายวิทยา แก้วภราดัย ได้ลาออกแสดงความรับผิดชอบส่วนหนึ่งแล้ว แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง อย่าง "นายมานิต นพอมรบดี" ที่ถูกผลสอบสวนกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ยิ่งกว่า ยังคงนั่งเก้าอี้อยู่แบบไม่ระคายผิวมิหน่ำซ้ำบรรดาผู้จัดการรัฐบาลหน้าดำมะเมื่อมยังยกหาง และเชียร์ให้อยู่ในเก้าอี้อีก เช่นเดียวกับบรรดาผู้นำพรรคหลังฉากในภูมิใจไทย ที่เรียกว่ายกมือสนับสนุนแบบสุดลิ่มสุดประตู ก็เพราะสาเหตุเดียวกับการชนไก่ นั่นคือเป็นรัฐมนตรีในสังกัดพรรคของนายเนวินนี่ยังไม่นับรวมท่าทีของนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ซึ่งจะเป็นประธานคณะกรรมการดูแลข้อกฎหมายและการเจรจากับเอกชนที่จะไม่ดำเนินการเรื่องหวยออนไลน์ ที่ได้ออกมาตอกย้ำแล้วย้ำเล่าในหลายเพลาว่า ไม่ใช่การยกเลิกโครงการ เป็นเพียงการดูแลข้อสัญญาเท่านั้นก็ขนาดคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อยื่นเสนอทางเลือกให้กับนายกรัฐมนตรีในอีก 1 เดือนข้างหน้า ยังตอกย้ำแบบสวนทางกับนายอภิสิทธิ์ แล้วสังคมจะมองแนวทางเรื่องดังกล่าวว่าเป็นอย่างไรกันแน่ถือเป็นโชคดีประการหนึ่งที่โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เรียกว่าเป็นพรรคที่แทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงแต่อย่างใด ยิ่งคนรับผิดชอบดูแลชื่อ "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" ซึ่งเป็นลูกหม้อเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ การจะดึงจะรั้งโครงการจึงไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจและกายมากนักการยกเลิกโครงการดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงกับภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นผู้รับจ้างวางระบบการจำหน่ายหวยออนไลน์ ยังไม่นับรวมผู้ประกอบการโดยสุจริตที่ได้มีการเช่าพื้นที่ หรือตู้จำหน่ายสลากไว้แล้วเป็นเวลากว่า 5 ปี ซึ่งผลกระทบเหล่านี้รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เพราะเขาเล่านั้นถือเป็นผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามขั้นตอนในขณะนั้น เพียงแต่ปัจจุบันนโยบายนายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคำถามที่ต้องตามมาคือ จะนำเงินส่วนไหนจากที่ใดมาเยียวยา จะใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่เป็นเงินภาษีของคนทั้งประเทศที่ควรนำมาพัฒนาประเทศมาใช้หรือ เพราะเชื่อได้ว่าค่าเสียหายดังกล่าวประเมินอย่างคร่าวๆ ก็ต้องไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทแน่นอนการทอดระยะเวลาออกไป 1 เดือนของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ ช่างละม้ายคล้ายโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจี 4,000 คันเสียนี่กระไร หลังจากยื้อยุดฉุดกระชากด้วยเสียงท้วงติงทั้งจากนายกรัฐมนตรี และสังคมจำนวนมาก แต่เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจากพรรคภูมิใจไทย (อีกแล้ว) ยืนยันว่า "เช่าดีกว่าซื้อ" จนต้องหาทางออกโดยโยนเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษาในเวลา 1 เดือนและเมื่อครบ 1 เดือนก็ได้ต่อระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง สุดท้ายก็เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เสร็จโรงเรียนเนวินตามระเบียบ เพียงมีข้อสังเกตจากสภาพัฒน์ฯ มาประดับเล็กๆ น้อยๆ เพื่อไม่ให้เกินงามเท่านั้นหวยออนไลน์ก็เดินมาในรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงโต้จากรัฐมนตรีเท่าใดนัก เพราะนายประดิษฐ์ก็พยักหน้า เนื่องจากเป็นนโยบายของผู้นำรัฐบาล ในขณะที่ รมต.จากภูมิใจไทยก็เห็นเป็นเรื่องนอกตัว จะมีเสียงคัดค้านบ้างก็มาจากเอกชน ผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงนักวิชาการที่เห็นดีเห็นงามว่าเป็นหนทางขจัดปัญหาหวยใต้ดิน และพรรคเพื่อไทย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรากเหง้าของโครงการดังกล่าวงานนี้จึงน่าจับตาว่านายอภิสิทธิ์ที่โดดมาเล่นบทบาทพะบู๊กับอบายมุขอย่างทุ่มหมดตัว โดยยืนยันถึงหลักการที่ยึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด จะไม่ซ้ำรอยกับเหตุการณ์รถเมล์เอ็นจีวี เพราะเจ้าตัวเองก็รู้อยู่เต็มอกว่า งานนี้กระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน ไม่ว่าจะเดินหน้าทำโครงการต่อ หรือยกเลิกโครงการแต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็จะเป็นประกาศถึงความเป็นผู้นำที่มีศักยภาพกล้าตัดสินใจเสียที ไม่ถูกครหาเป็น "หล่อหลักลอย" แต่หากบทสรุปเดินตามรอยรถเมล์แล้วหล่ะก็ รับประกันได้เลยว่างานนี้ฉายาใหม่คงไม่ไกลกับคำว่า "หล่อไร้หลัก" แน่นอน.

















วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงญี่ปุ่นที่ชอบ (loveless)

เพลง LOVELESS YAMASHITA TOMOHISA

もう なんとなく分かってる

君がうつむくわけを

別れを切り出せずにいるんだよね

舗道に落ちた影は

寄り添って重なるのに

二人の想いは 今 離れていく

違う恋に 出会ってしまった君を

つなぎとめる言葉も 見つからない

サヨナラなんて

終わりだなんて

嘘だと言って それでも

ほどいた手は 冷たくなる

僕らは他人になる

ゴメンネなんて

もう泣かないで

抱きしめてしまうから

重ねた思い出が

痛みに変わるその前に

ほら 最後は笑顔で say goodbye....

「一人でも平気だよ」と

初めて嘘をついた

君の涙を止める術が欲しくて

本当に大事だった 

本当は離したくない

行き場の無い思い込みあげるけど

その幸せ誰より願ってるから

強がりでも ありがとうと伝えたい

サヨナラだって

後悔だって

二人出会えた証

君とだからそう思える

かけがえない存在

忘れるように

胸にしまうよ

ともに刻んだ季節

新しい未来へ

急ぐ君のその背中に

そう最後は笑顔で say goodbye…

サヨナラなんて

終わりだなんて

嘘だと言って それでも

ほどいた手は 冷たくなる

僕らは他人になる

ゴメンネなんて

もう泣かないで

抱きしめてしまうから

重ねた思い出が

痛みに変わるその前に

ほら 最後は笑顔で say goodbye…

Translation Loveless

Somehow I already understand itT

he reason why you looked down

It's because you can’t talk about ‘breaking up

’Even though our shadows on the road

Are nestled on top of each other

Our memories keeps fading away now

You must have come across a different love

I can’t find a word to keep you beside me

About goodbyes

And the end

You say it's a lie but still

Our hands have become colder since we let go

We’ll become strangers

Please stop crying

about saying sorry

Because I might end up holding you

The memory that piled up

Before it turns to pain

Let us give our last smile and

Say goodbye

I’m going to be fine by myself

The first time I lied

Hoping that it will stop your tears

It's really important

I don’t want to say it actually

It'll bring pointless emotions but...

I wished for that happiness more than anyone so

Even though I pretend to be strong

I’d like to tell you “Thank you

very much”

Even if we have to say goodbye

Even if we have regrets

It is the proof that we were once together

It seems because of you

Our memories can’t be changed

I’ll forget about it

Let’s put it off our chest

The reasons which we carved together

Let’s move to the new future

Hurriedly, behind your back

with the last smile, I’ll say Goodbye

About goodbyes

And the end

You say it's a lie but still

Our hands have become colder since we let go

We’ll become strangers

Please stop crying

about saying sorry

Because I might end up holding you

The memory that piled up

Before it turns to pain

Let us give our last smile and

Say goodbye




วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การศึกษาต่อ ม.รังสิต











เครื่องหมายมหาวิทยาลัย
ตามวัตถุประสงค์ที่จะสร้างสถาบันอุดมศึกษา ที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ส่งเสริมการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรความเจริญก้าวหน้า แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง เครื่องหมายของมหาวิทยาลัยรังสิตจึงประกอบด้วย กลุ่มสามเหลี่ยม ฟันเฟือง ดวงอาทิตย์ ช่อชัยพฤกษ์ และปิ่น
กลุ่มสามเหลี่ยม หมายถึง ประชาชนทุกหมู่เหล่าที่รวมกันเป็นสังคม
ฟันเฟือง หมายถึง พลังแห่งวิทยาการและเทคโนโลยีทุกแขนง
ดวงอาทิตย์ส่องแสง หมายถึง อำนาจ ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง
ช่อชัยพฤกษ์ หมายถึง พลังแห่งคุณธรรมและสามัคคีธรรม
ปิ่น หมายถึง เป้าหมายอันดีงามสูงสุดของสังคม



ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย
ดอกพะยอม ชื่อพื้นเมือง : กะยอม ขะยอม ขะยอมดง พะยอมดง แคน เชียง เซี่ยว พะยอม พะยอมทอง ยางหยวก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูงประมาณ 15-40 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูป ขอบขนาดกว้างประมาณ 4-6 ซม. ยาว 8-12 ซม. ขอบใบ เป็นคลื่น ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย มีปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก ตำรายาไทยใช้ เปลือก ต้นเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน และลำไส้อักเสบ สารที่ออกฤทธิ์คือแทนนิน ดอกเข้ายาหอมบำรุงหัวใจ และลดไข้ นอกจากนี้ยังใช้เปลือกต้นเป็นสารกันบูด
สัตว์ สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย คือ เสือ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยรังสิต
ปรัชญา มหาวิทยาลัยรังสิต มีความมุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิต ให้มีทักษะที่จะออกไปรับใช้สังคม และในโลกกว้าง โดยคาดหวังว่า บัณฑิตที่จบออกไป ได้รับความรู้ที่ทันสมัยตรงตามสาขาที่สนใจศึกษา และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี
ปณิธานเราจะสร้างเยาวชนและคนรุ่นใหม่ให้ เป็นบัณฑิตที่เพียบพร้อมด้วยวิทยาการและเพียบพร้อมด้วยจริยธรรม
วิสัยทัศน์ เป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ และการค้นคว้าวิจัย เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนที่สนองตอบความต้องการของท้องถิ่น และการแก้ปัญหาของสังคม ส่งเสริมนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของการเป็นผู้นำทางวิชาการ และผู้ประกอบการ ทั้งในกลุ่มนักศึกษา และคณาจารย์ทุกสาขาวิชา คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม สร้าง และพัฒนาองค์กรให้มีความมั่นคง และมุ่งเน้นคุณภาพ




นศ.ซีเอชเอ็น เนเธอร์แลนด์ นำร่องหลักสูตรการจัดการโรงแรม ทดลองเรียนจริงที่ ม.รังสิต



นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยซีเอชเอ็น ประเทศเนเธอร์แลนด์ นำร่องเรียนจริงที่มหาวิทยาลัยรังสิต 1 เดือน เพื่อทดสอบศักยภาพการเรียนการสอนแบบ Problem Based Learning (PBL) ต้อนรับการเปิดหลักสูตรซีเอชเอ็น รังสิต ประเทศไทย (CHN Rangsit University Thailand) ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการโรงแรมMr. Kay Van Buul นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขา International Hospitality Management ของมหาวิทยาลัยซีเอชเอ็น ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนๆ ชั้นปีที่ 3 เดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม หรือ Student Manager มีหน้าที่หลักในการดูแลความเป็นอยู่ของกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่เลือก ม.รังสิต เป็นสถานที่เรียนวิชา Grand Tour? ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่ทางมหาวิทยาลัยซีเอชเอ็น เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง นอกจากนี้ตนและเพื่อนๆ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้สอนน้องๆ ในชั่วโมง PBL (การเรียนรู้จากปัญหา) ด้วย ซึ่งความยากในการสอนเพื่อนนักศึกษาด้วยกันจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เนื่องจาก ตนและเพื่อนๆ จะแยกแยะหน้าที่และบทบาท เมื่ออยู่ในห้องเรียน ก็จะเป็นอาจารย์ หลังจากเรียนเสร็จก็จะเป็นเพื่อนกัน ดังนั้น ในการเรียนจะไม่มีปัญหา เพราะทุกคนมีทักษะของความเป็นมืออาชีพ ต้องแยกแยะความสัมพันธ์ตรงนี้ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียนการสอน จึงทำให้การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมาย Mr. Kay Van Buul กล่าว“ทุกครั้งหลังจากเรียนจบ Student Manager จะต้องนำผลการเรียนการสอนในวันนั้นไปรายงานกับอาจารย์จริงๆ ว่าบรรลุเป้าหมายของการเรียนหรือไม่ และนักศึกษาเองก็จะมีประชุมเพื่อรายงานผลการสอนของ Student Manager ด้วย เพื่อให้ Student Manager แต่ละคนได้นำมาพัฒนาและปรับปรุงด้วยตนเอง ทั้งนี้ หลักสูตรของซีเอชเอ็น รังสิต ประเทศไทย ที่กำลังจะเปิดสอนนั้นได้ทราบข่าวความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยซีเอชเอ็น รู้สึกยินดีและดีใจแทนรุ่นน้องที่กำลังจะก้าวเข้ามาเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีร่วมบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโรงแรม เช่นเดียวกับตน ซึ่งเป็นข่าวดี เนื่องจากนักศึกษาจะได้พบปะกับเพื่อนๆ ที่มาจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ และยังได้ฝึกงานในโรงแรมหรือธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในองค์กรพันธมิตรของมหาวิทยาลัยซีเอชเอ็นได้ทั่วโลก” Mr. Kay Van Buul กล่าวด้าน Miss Anna Kuiper นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากสถาบันเดียวกัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวที่เลือกเรียนในสาขาวิชานี้ เนื่องจากต้องการพัฒนาทักษะด้านการจัดการ ซึ่งตนมีโอกาสเรียนรู้ทั้งอุตสาหกรรมภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ การเรียนการสอนของ International Hospitality Management แตกต่างจากสาขาอื่นๆ เนื่องจากจำเป็นต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โลกของการทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดที่คนทำงานด้านบริการต้องคำนึงถึงคือ ทัศนคติของแขกหรือผู้ใช้บริการสำหรับการเรียนแบบ PBL ที่มหาวิทยาลัยซีเอชเอ็นนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นและเรียนรู้จากปัญหา ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์และความรู้จากการปฏิบัติจริงนอกเหนือจากความรู้ด้านทฤษฎี ซึ่งจะใช้ปัญหาเป็นฐานให้นักศึกษาเกิดการตัดสินใจ เป็นผู้นำและมีความกระตือรือร้นมากกว่าหลักสูตรทั่วไป“นอกจากนี้ การเรียนในระบบ PBL ทำให้นักศึกษาเข้าใจบทเรียนง่ายขึ้น สามารถนำทฤษฎีไปใช้ในการทำงานจริงได้ นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม และที่สำคัญยังกล้าที่จะแสดงความเห็นของตนเอง และไม่ตำหนิความคิดของผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจที่เราเสนอความเห็นไป เราต้องอธิบายให้เข้าใจมากที่สุด ดังนั้น แน่นอนว่านักศึกษาจะได้ทักษะการแสดงความคิดเห็นด้วย” Miss Anna Kuiper กล่าว



คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต หวังเป็นการยกระดับงานวิจัยของคณะฯ โดยเน้นเรียนรู้ศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจในเชิงลึก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางวิชาการให้แก่หลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

ดร.พงษ์พัฒน์ รักอารมณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า คณะบริหารธุรกิจเป็นคณะเก่าแก่คณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งตั้งแต่เปิดดำเนินการมามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในระดับปริญญาตรีมีการเปิดหลักสูตรใหม่ที่รองรับความต้องการของตลาดแรงงานและสอดคล้องกับยุคสมัย อาทิ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ และสาขาวิชาการจัดการธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนระดับปริญญาโท ได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับ Malardalen University ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมและการออกแบบ เปิดดำเนินการหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ (หลักสูตรนานาชาติ) Master of Management Program in Innovation and Entrepreneurship (International Program) : M.M.( Innovation and Entrepreneurship ) หลักสูตร 2 ปริญญา เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวคิดของนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบ ควบคู่ไปกับความด้านการจัดการกิจการ (Entrepreneurships) ซึ่งแบ่งระบบการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือ ทำการศึกษาในประเทศไทย ณ มหาวิทยาลัยรังสิต และการเดินทางไปศึกษา ณ Malardalen University ประเทศสวีเดน ดังนั้น ทางคณะฯ จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดหลักสูตรบริหารบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Business Administration Program : D.B.A.) ซึ่งการเรียนการสอนที่เน้นคุณภาพและให้นักศึกษาได้เรียนรู้ศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจในเชิงลึกจะสามารถยกระดับงานวิจัยของคณะฯ และเสริมความแข็งแกร่งทางวิชาการให้แก่หลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโทอีกทางหนึ่ง

“ศาสตร์การเรียนรู้ส่วนใหญ่ต้องเกี่ยวเนื่องกับการบริหาร ทางคณะฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของศาสตร์ด้านการบริหารว่าเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และผู้นำที่เพียบพร้อมด้านการบริหารจะสามารถพัฒนาองค์การให้ก้าวหน้าได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารในองค์การธุรกิจหรือองค์การขนาดใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชน หากมีความรู้ความสามารถด้านการบริหาร ทำงานอย่างมีหลักการ มีคุณธรรมจริยธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเจริญรุ่งเรืองขององค์การในที่สุด ดังนั้น หลักสูตรระดับปริญญาเอกจะไม่เน้นทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกัน นักบริหารจำเป็นต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านการบริหารและสามารถนำความรู้นั้นมาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์จริงๆ จึงจะสามารถเป็นผู้นำในเชิงธุรกิจได้ นอกจากนี้ นักศึกษาในหลักสูตรฯ ยังมีโอกาสในการเดินทางไปศึกษาดูงานและนำเสนองานวิจัยในต่างประเทศด้วย ” คณบดีคณะบริหารธุรกิจ กล่าว

ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2550 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต จะเปิดดำเนินการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต จำนวน 8 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม สาขาวิชาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาการเงินและการลงทุน สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ และสาขาวิชาการจัดการธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

ในขณะที่ ระดับบัณฑิตศึกษา เปิดดำเนินการในหลักสูตรต่างๆ ได้แก่ หลักสูตรบริหารบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Business Administration Program : D.B.A.) หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต โครงการผู้บริหาร (Master of Business Administration Program for Executive : Executive M.B.A.) หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration Program : M.B.A.) หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ (หลักสูตรนานาชาติ) Master of Management Program in Innovation and Entrepreneurship (International Program) : M.M.(Innovation and Entrepreneurship ) และหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ (Master of Management Program in Entrepreneurship : M.M.(Entrepreneurship))